
สรุปประเด็นสำคัญ
- มาตรา 50: กำหนดให้ของทุกชนิดที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรต้องผ่านพิธีการศุลกากรและยื่นใบขนสินค้าขาเข้า
- มาตรา 51: บัญญัติให้ความรับผิดในการเสียอากรสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ
- หน้าที่ประเมินตนเอง: ผู้นำเข้าต้องแสดงรายการ พิกัดศุลกากร และราคาธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงให้ตรงตามใบกำกับสินค้า (Invoice)
- ความรับผิดชอบที่ไม่สามารถโอนได้: การมอบอำนาจให้ตัวแทนออกของกระทำการแทน ไม่ได้ทำให้ผู้นำเข้าพ้นจากความรับผิดชอบตามกฎหมายหากตรวจพบความผิดพลาด
บทบัญญัติมาตรา 50 และความสำคัญของการยื่นใบขนสินค้า
มาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 กำหนดชัดเจนว่า ของที่นำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ต้องเสียอากรตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร และต้องยื่นใบขนสินค้าต่อพนักงานศุลกากรตามแบบและวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด กระบวนการนี้กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องสำแดงข้อมูลอย่างถูกต้องและครบถ้วน ตั้งแต่รายละเอียดตัวสินค้า จำนวน น้ำหนัก ประเทศกำเนิดสินค้า ตลอดจนพิกัดอัตราศุลกากรที่เกี่ยวข้องก่อนการตรวจปล่อยของออกจากอารักขาของศุลกากร
มาตรา 51 กับ "เวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" (Time of Importation)
จุดสำคัญที่ผู้ประกอบการมักละเลยคือ มาตรา 51 ซึ่งระบุความรับผิดในการเสียอากร โดยบัญญัติว่า ความรับผิดในการเสียอากรสำหรับของที่นำเข้า ให้เกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการที่ยานพาหนะที่บรรทุกของเข้ามาถึงเขตท่าเรือหรือด่านศุลกากรแรกของประเทศไทย การคำนวณอัตราอากร อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และมูลค่าศุลกากร จะยึดถือตามเกณฑ์ ณ วันที่มีการยื่นใบขนสินค้าที่มีการชำระอากรหรือวางประกันไว้ การเข้าใจ "เวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารความเสี่ยงด้านความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและพิกัดภาษี
ไม่อยากยุ่งยาก? เลือกใช้บริการกับ บริษัท โลจิสติกส์ไร้ขีด จำกัด สิ!
เราคือผู้นำบริการนำเข้า-ส่งออกข้ามแดนและพิธีการศุลกากรครบวงจร จัดการเอกสารอย่างถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว และติดตามสถานะสินค้าได้แบบเรียลไทม์
ติดต่อผู้เชี่ยวชาญทันทีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความรับผิดชอบของตัวแทนออกของ (Customs Broker)
ผู้ประกอบการหลายรายเชื่อว่าการจ้างตัวแทนออกของหรือชิปปิ้งที่มีใบอนุญาต จะช่วยแบ่งเบาหรือรับภาระความรับผิดทั้งหมดหากสำแดงพิกัดหรือราคาผิดพลาด แต่ในความเป็นจริง ศาลและกรมศุลกากรยึดถือว่าผู้นำเข้าเป็น "ตัวการ" ที่มีหน้าที่เสียอากรตามกฎหมาย ตัวแทนออกของเป็นเพียง "ตัวแทน" ผู้รับมอบอำนาจเท่านั้น ดังนั้น หากเกิดกรณีสำแดงเท็จหรือหลีกเลี่ยงอากร ผู้นำเข้าจะยังคงเป็นผู้รับโทษและต้องชำระค่าภาษีอากรรวมถึงเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมายทุกประการ
หน่วยงานอ้างอิงและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
- กรมศุลกากร (Customs Department): ตัวบทบัญญัติมาตราความรับผิดและบทลงโทษทางอาญาภายใต้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560
- กระทรวงการคลัง & คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์: กฎกระทรวงการประเมินราคาศุลกากร และช่องทางการยื่นอุทธรณ์ภาษีอากรอย่างเป็นทางการ
ผู้นำเข้ามีหน้าที่ต้องยื่นใบขนสินค้าและเสียภาษีอากรให้ถูกต้อง ณ เวลาที่นำของเข้าสำเร็จ ตามมาตรา 50 และ 51 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 โดยความรับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูล พิกัดอัตราศุลกากร มูลค่า และปริมาณสินค้า ถือเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้นำเข้าทางกฎหมายที่ไม่สามารถปฏิเสธหรือโอนย้ายไปยังตัวแทนออกของ (Broker) ได้
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q: ผู้นำเข้าสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบหากชิปปิ้งยื่นพิกัดสินค้าผิดได้หรือไม่?
A: ไม่ได้ตามกฎหมาย เนื่องจากผู้นำเข้าเป็นตัวการหลักที่มีหน้าที่เสียอากรตามมาตรา 50 ส่วนตัวแทนออกของเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจ ผู้นำเข้าจึงต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดและชำระอากรที่ขาดพร้อมค่าปรับ
Q: ความรับผิดในการเสียภาษีนำเข้าเกิดขึ้นตอนไหน?
A: เกิดขึ้นทันทีเมื่อนำของเข้าสำเร็จตามมาตรา 51 ซึ่งคือเวลาที่พาหนะขนส่งสินค้าเข้ามาในเขตด่านศุลกากรไทยด่านแรก ไม่ใช่ ณ วันที่ยื่นใบขนส่งของตรวจปล่อย


