
สรุปประเด็นสำคัญ
- FTL ได้ความเร็วสูงสุดและสินค้าไม่ต้องเสี่ยงปนเปื้อนหรือขนถ่ายบ่อย
- LTL ตอบโจทย์การควบคุมค่าระวางสำหรับสินค้าทดลองตลาดหรือปริมาณน้อย
- customs clearance ของ FTL ง่ายกว่าเพราะเอกสารเป็นของผู้นำเข้ารายเดียว
FTL ปลอดภัยและรวดเร็วกว่า แต่ต้นทุนต่อครั้งสูงกว่า
การเลือก FTL หมายความว่ารถคันนั้นจะบรรทุกสินค้าของท่านเพียงรายเดียวจากต้นทางถึงปลายทาง ทำให้ความเร็วในการจัดส่งค่อนข้างนิ่ง เนื่องจากไม่ต้องแวะจุดกระจายสินค้าหลายรอบ และไม่มีความเสี่ยงที่สินค้าอื่นที่มีกลิ่นหรือคุณลักษณะที่เป็นอันตรายจะมาทำลายบรรจุภัณฑ์สินค้าของท่าน
ในด้านเอกสาร FTL จะเคลียร์ศุลกากรด่านชายแดนได้เร็วกว่ามาก เพราะข้อมูลใบขนและพิกัดตรงกันทั้งตู้ หากตู้โดนเปิดตรวจ (Red Line) ก็กระทบเฉพาะสินค้าของเราเอง ต่างจาก LTL ที่รถทั้งคันอาจโดนกักหากสินค้าของรายอื่นมีปัญหา
LTL ทางเลือกประหยัดสำหรับการขนส่งปริมาณน้อย
หากสินค้ามีน้ำหนักและปริมาตรไม่มาก LTL จะคุ้มค่ากว่ามาก เพราะคิดค่าบริการตามพื้นที่จริงที่ใช้งานจริง (CBM หรือกิโลกรัม) ข้อจำกัดของ LTL คือความเร็วที่คาดการณ์ยากกว่า เนื่องจากตู้รถต้องจอดเพื่อรวมสินค้าและจอดเพื่อกระจายสินค้าปลายทางหลายรอบ
ไม่อยากยุ่งยาก? เลือกใช้บริการกับ บริษัท โลจิสติกส์ไร้ขีด จำกัด สิ!
เราคือผู้นำบริการนำเข้า-ส่งออกข้ามแดนและพิธีการศุลกากรครบวงจร จัดการเอกสารอย่างถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว และติดตามสถานะสินค้าได้แบบเรียลไทม์
ติดต่อผู้เชี่ยวชาญทันทีเปรียบเทียบการบริหารความเสี่ยง
หากเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือสินค้ามูลค่าสูง แนะนำให้เลือก FTL เสมอเพื่อความปลอดภัย หากเป็นสินค้าทั่วไป บรรจุภัณฑ์แข็งแรง ไม่แตกหักง่าย LTL จะช่วยควบคุมต้นทุนการเริ่มตลาดได้เป็นอย่างดี
หน่วยงานอ้างอิงและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
- กรมศุลกากร (Customs Department): ข้อกำหนดระเบียบพิธีการศุลกากรเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าผ่านแดนข้ามประเทศทางบกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560
- สภาหอการค้านานาชาติ (ICC): กฎเกณฑ์ข้อตกลง Incoterms 2020 ในระเบียบการขนส่งและภาระความรับผิดชอบของคู่ค้าในการส่งมอบสินค้า
FTL (Full Truckload) คือการเหมาตู้คอนเทนเนอร์หรือรถทั้งคัน เหมาะกับสินค้า lot ใหญ่ เร่งด่วน และมีความเสี่ยงสูง ส่วน LTL (Less than Truckload) คือการแชร์พื้นที่ในรถร่วมกับผู้อื่น เหมาะกับสินค้าขนาดเล็กและต้องการประหยัดต้นทุน แต่ต้องแลกกับระยะเวลาขนส่งที่นานขึ้นเนื่องจากต้องผ่านการรวมสินค้า
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q: LTL เสี่ยงโดนกักสินค้าที่ด่านข้ามแดนมากกว่า FTL หรือไม่
A: ใช่ เนื่องจาก LTL บรรทุกสินค้ารวมกันจากหลายชิปเปอร์ หากมีตู้คอนเทนเนอร์ของรายใดรายหนึ่งเอกสารไม่ถูกต้อง ศุลกากรอาจกักตู้รถทั้งคันเพื่อรอการตรวจสอบ
Q: สินค้าปริมาณเท่าใดจึงควรเปลี่ยนจาก LTL เป็น FTL
A: โดยทั่วไปหากสินค้ามีปริมาตรตั้งแต่ 15-20 CBM ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักเกินครึ่งหนึ่งของความจุรถ การเลือกเหมาคัน (FTL) จะคุ้มค่ากว่าทั้งเรื่องต้นทุนและเวลา


